Go : ใช้กับอะไรได้บ้าง?

คำว่า Go เป็นคำกริยา หรือ Verb ในภาษาอังกฤษ แปลความหมายเป็นภาษาไทยตรงตัวคือ “ไป” แสดงให้เห็นการกระทำที่เป็นการเคลื่อนไหวจากตำแหน่งหนึ่งไปอีกตำแหน่งหนึ่งของคนหรือสิ่งของ

ความหมาย

เป็นคำบอกทิศทางการเคลื่อนไหวว่าวัตถุหรือบุคคลมีการเคลื่อนไหวจากตำแหน่งหนึ่งไปยังอีกตำแหน่งหนึ่งโดยไม่ได้ระบุวิธีการที่ใช้เคลื่อนไหว โดยวิธีที่ทำให้คนหรือวัตถุนั้นเคลื่อนไหวอาจจะเป็นการเคลื่อนไหวด้วยวิธีต่างๆด้วยตนเอง เช่น เดิน, ขับรถ, ปั่นจักรยาน เป็นต้น หรือเป็นการให้รางวัลใดแก่บุคคลใด ซึ่งสามารถแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “…ตกเป็นของ…”

ตัวอย่างการเคลื่อนไหวของบุคคล

Anne walks to the supermarket.
แอนเดินไปที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต

ประโยคด้านบนนี้เป็นการบอกว่า แอนเปลี่ยนตำแหน่งจากตำแหน่งเดิมที่เธออยู่ก่อนหน้านี้ ไปที่ตำแหน่งใหม่คือ “ซุปเปอร์มาร์เก็ต” และวิธีที่เธอใช้ในการเปลี่ยนตำแหน่งคือ “การเดิน”

Anne goes to the supermarket.
แอนไปที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต

ประโยคต่อมาให้ความหมายเหมือนกันกับประโยคแรก คือ แอนเปลี่ยนจากตำแหน่งเดิมที่เธอเคยอยู่ไปที่ “ซุปเปอร์มาร์เก็ต” แต่เราไม่ทราบว่าเธอไปซุปเปอร์มาร์เก็ตได้อย่างไร

ตัวอย่างการให้รางวัลแก่บุคคล

The First prize of today contest goes to Ms. Jane!
รางวัลที่หนึ่งสำหรับการแข่งขันในวันนี้ตกเป็นของคุณเจน!

การใช้ Go ในช่วงเวลาต่างๆ

Go เป็นคำกริยา และคำกริยาในภาษาอังกฤษจำเป็นต้องมีการ “ผัน” หรือการเปลี่ยนรูป โดยขึ้นอยู่กับว่าประธานของประโยค(ผู้กระทำกริยานั้นๆ)เป็นใคร และช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาใด หรือเราจะเรียกว่า tense นั้นเป็น tense ใดก็ได้

วิธีใช้ Go ในเวลาปัจจุบัน

เวลาปัจจุบันในไวยากรณ์ภาษาอังกฤษจะเรียกว่า Present Tense ซึ่งจะแบ่งออกไปอีกย่อยๆ แล้วแต่ว่าเราต้องการลงลึกถึงรายละเอียดของการกระทำนั้นมากน้อยแค่ไหน

Present Simple Tense

ใน tense นี้จะไม่ลงรายละเอียดของการกระทำมากไปกว่าบุคคลนั้นเปลี่ยนจากตำแหน่งหนึ่งไปยังอีกตำแหน่งหนึ่ง แต่อาจให้ความหมายว่าบุคคลดังกล่าวเปลี่ยนตำแหน่งเช่นนี้เป็นประจำได้

ในกรณีนี้ go จะมีการเปลี่ยนรูปดังนี้

  1. go เปลี่ยนรูปเป็น goes
    หากบุคคลหรือสิ่งของที่เปลี่ยนตำแหน่งมีเพียงแค่บุคคลเดียวหรือสิ่งเดียว เช่น He, She, It, Anne, James, The First Prize เป็นต้น เราจะต้องเติม -es ลงไปด้านหลังคำว่า go กลายเป็น goes

ตัวอย่าง

The First Prize goes to Miss Natasha and Mr Niwat!
รางวัลที่หนึ่งตกเป็นของนางสาวณัฐชาและนายนิวัฒ!

รางวัลที่หนึ่งมีรางวัลเดียว แม้ว่าจะตกเป็นของคนมากกว่าหนึ่งคน คำว่า go ก็ต้องเติม -es เป็น goes

He goes to the school in the morning.
เขาไปโรงเรียนในตอนเช้า

ประโยคนี้อาจสื่อความหมายว่า เขาไปโรงเรียนใน “ตอนเช้า” เป็นประจำ อาจจะเป็นทุกวัน, ทุก 2-3 วัน, หรือสัปดาห์ละครั้งก็ได้ แต่การกระทำนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในลักษณะเดิม

  1. go ไม่เปลี่ยนรูป
    2.1 หากบุคคลที่เปลี่ยนตำแหน่ง เป็นผู้พูดเองและใช้คำสรรพนามแทนตัวเองว่า I
    2.2 ผู้ที่เปลี่ยนตำแหน่งคือคนที่เราพูดด้วยและใช้สรรพนามเรียกว่า You
    2.3 บุคคลที่เปลี่ยนตำแหน่งมีมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไป เช่น They, Manit and Wanna

ตัวอย่าง

You go to the left but she goes to the right.
คุณไปทางซ้าย แต่เธอไปทางขวา

Manit and Wanna go to have lunch at noon.
มานิตและวรรณาไปทานอาหารกลางวันตอนเที่ยง

ประโยคด้านบนนี้อาจสื่อความหมายได้ว่ามานิตและวรรณาไปทานอาหารกลางวันตอนเที่ยงเป็นประจำ โดยอาจจะไปด้วยกันหรือแยกกันไปก็ได้ แต่พวกเขาจะไปในเวลาเดียวกัน

Present Continuous Tense

ใน tense นี้จะสื่อความหมายให้เข้าใจว่าประธานกำลังเดินทางอยู่ขณะที่พูดนี้เลย คำว่า go จะต้องมีการเปลี่ยนรูปโดยการเติม -ing กลายเป็น going แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “…กำลังเดินทางไป..” นั่นเอง โดยจะเปลี่ยนรูปกับทุกประธานของประโยคเหมือนกัน

สิ่งที่พิเศษขึ้นมาสำหรับ tense นี้คือ ต้องมีคำกริยาช่วยกลุ่ม be เข้ามานำหน้าคำว่า going และมักมีคำว่า to ตามหลังอีกที ซึ่งตัวกริยาช่วย be นี้จะเป็นตัวที่เปลี่ยนรูปตามประธานของประโยคดังนี้

ประธานของประโยคกริยาช่วย be + going + to
I (ฉัน)am going to
We (เรา)are going to
You (เรา)are going to
They (พวกเขา)are going to
He (เขา)is going to
She (เธอ)is going to
It (มัน)is going to

ตัวอย่าง

Rada is going to the Shopping Mall.
รดากำลังไปห้างสรรพสินค้า

จากประโยค เราทราบว่ารดากำลังเดินไปที่ห้างสรรพสินค้าในขณะที่กำลังพูดอยู่นี้ หมายความว่าขณะนี้รดาอาจจะอยู่บนทางด่วน หรือเพิ่งก้าวขาออกจากบ้านก็ได้ โดยมีเป้าหมายในการเดินทางคือ ห้างสรรพสินค้า

Kanok and Wiroj are going to Bangkok.
กนกและวิโรจน์กำลังเดินทางไปกรุงเทพฯ

Present Perfect Tense

การใช้ go กับ tense นี้จะสื่อความหมายว่าประธานได้เดินทางออกไปเรียบร้อยแล้ว และยังไม่กลับมาในขณะที่พูดอยู่นี้ คำว่า go จะเปลี่ยนรูปเป็น gone โดยเปลี่ยนรูปกับทุกประธานของประโยคเหมือนกัน

สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาใน tense นี้คือ ต้องมีคำกริยาช่วยกลุ่ม have เข้ามานำหน้าคำว่า gone และมักมีคำว่า to ตามหลังอีกที ซึ่งตัวกริยาช่วย have จะต้องเปลี่ยนรูปตามประธานของประโยคดังนี้

ประธานของประโยคกริยาช่วย have + gone + to
I (ฉัน)have gone to
We (เรา)have gone to
You (คุณ)have gone to
They (พวกเขา)have gone to
He (เขา)has gone to
She (เธอ)has gone to
It (มัน)has gone to

ตัวอย่าง

Pen has gone to the movie theatre.
เพ็ญเดินทางไปที่โรงหนัง

Nan and Winai are not at home right now, they have gone to the school since morning.
ตอนนี้แนนกับวินัยไม่อยู่บ้าน พวกเขาไปโรงเรียนตั้งแต่เช้าแล้ว

ในประโยคสองประโยคด้านบนนี้เราเข้าใจได้ว่าขณะที่ผู้พูดกำลังกล่าวประโยคนี้ เราไม่เห็นประธานของประโยค(เพ็ญ, แนนและวินัย) พวกเขาอาจจะกำลังเดินทางอยู่ที่ไหนสักแห่ง หรืออาจจะอยู่ในที่โรงหนัง/โรงเรียนแล้วก็ได้ แต่พวกเขายังไม่กลับมาจากที่ดังกล่าว

Present Perfect Continuous Tense

เมื่อใช้ go กับ tense นี้ เราจะทราบว่าประธานของประโยคมีการเดินทางไปสถานที่ใดที่หนึ่งในอดีตเป็นประจำ และทุกวันนี้ก็ยังเดินทางไปยังสถานที่นั้นอยู่เป็นประจำเช่นเคย

ใน tense นี้ จะต้องเติม -ing หลัง go เป็น going และมีคำว่ากริยาช่วยทั้ง have และ be อยู่ในประโยคเดียวกัน โดย be จะเปลี่ยนรูปเป็น been สำหรับประธานทุกประเภท ส่วนกริยาช่วย have จะต้องผันหรือเปลี่ยนรูปตามประธานของประโยค โครงสร้างจะเป็นแบบด้านล่างนี้

ประธาน + have (ผัน) + been + going + to + สถานที่
ประธานของประโยคกริยาช่วย have (ผัน) + been + going + to
I (ฉัน)have been going to
We (เรา)have been going to
You (คุณ)You have been going to
They (พวกเขา)They have been going to
He (เขา)He has been going to
She (เธอ)She has been going to
It (มัน)It has been going to

ตัวอย่าง

James has been going to the park everyday for 3 years.
เจมส์ไปสวนสาธารณะทุกวันมาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว

ในประโยคตัวอย่าง เราจะเข้าใจได้ว่าเจมส์ไปสวนสาธารณะครั้งแรกเมื่อ 3 ปีที่แล้ว จากนั้นเขาก็กลับไปที่นั่นอีกทุกวันจนถึงวันที่ผู้พูดกำลังพูดอยู่นี้ และมีแนวโน้มว่าเขาน่าจะไปสวนสาธารณะอีกทุกๆวันเหมือนเดิมในอนาคต

I have been going to visit my family in London every year.
ฉันไปเยี่ยมครอบครัวในลอนดอนทุกปี

ตัวอย่างต่อมา เราจะเข้าใจได้ว่าผู้พูดเคยเดินทางไปเยี่ยมครอบครัวที่ลอนดอนมาก่อนในอดีต จนถึงปัจจุบันผู้พูดก็อาจจะไปเยี่ยมครอบครัวที่ลอนดอนมาแล้วในปีนี้ หรือหากยังไม่ได้ในปีนี้ ก็มีแผนที่จะไปเยี่ยมครอบครัวที่ลอนดอนภายในปีนี้แน่นอน และมีแนวโน้มว่าจะยังคงเดินทางไปเยี่ยมครอบครัวที่ลอนดอนในปีต่อๆไปในอนาคต

วิธีใช้ Go กับเวลาในอดีต

เวลาในอดีตในไวยากรณ์ภาษาอังกฤษจะเรียกว่า Past Tense ซึ่งจะแบ่งออกไปอีกย่อยๆ ได้ดังนี้

Past Simple Tense

tense นี้จะเป็นการบอกว่าประธานได้เดินทางไปที่ใดที่หนึ่งและการเดินทางนั้นจบลงแล้ว เป็นการเดินทางที่เกิดขึ้นในอดีต

คำว่า go จะเปลี่ยนรูปเป็นคำกริยารูปอดีต went และใช้กับประธานทุกตัวของประโยค

ตัวอย่าง

They went to the hospital last night.
ตาลไปโรงพยาบาลเมื่อคืนนี้

Tan went to a movie theatre yesterday,
พวกเขาไปโรงหนังเมื่อวานนี้

ในตัวอย่างนี้ ตาลเดินทางไปโรงหนังเมื่อวาน และขณะนี้ที่พูดอยู่นี้ตาลอาจไม่ได้อยู่โรงหนังแล้ว อาจจะนั่งอยู่ข้างๆคนพูดหรืออยู่ในสถานที่อื่นก็ได้

Past Continuous Tense

ใน tense นี้ go จะต้องเติม -ing หลัง go เป็น going และมีคำกริยาช่วย be ที่ถูกผันในรูปอดีตนำหน้า going

ความหมายเมื่อใช้ go ใน tense นี้ก็จะมีความหมายว่า “…กำลังเดินทางไป…” แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต

ประธานของประโยคกริยาช่วย be (ผัน) + going + to
I (ฉัน)was going to
We (พวกเรา)were going to
You (คุณ)were going to
They (พวกคุณ)were going to
He (เขา)was going to
She (เธอ)was going to
It (มัน)was going to

ตัวอย่าง

May was going to the University when Anne called her in the morning.
เมย์กำลังไปมหาวิทยาลัยตอนที่แอนโทรหาเธอเมื่อเช้านี้

ในประโยคด้านบนนี้ เราจะเข้าใจได้ว่า เวลาที่ผู้พูดพูดนี้ไม่ใช่ตอนเช้า เพราะคำกริยาทุกคำอยู่ในรูปอดีตซึ่งกล่าวถึงสิ่งที่เกิดไปแล้ว และแอนก็โทรหาเมย์เรียบร้อยแล้ว โดยเวลาที่แอนโทรหาเมย์นั้นเป็นเวลาที่เมย์กำลังเดินทางไปที่มหาวิทยาลัย แต่ยังไม่ถึงมหาวิทยาลัย

Past Perfect Tense

การใช้ go กับ tense นี้จะสื่อความหมายว่า ในช่วงเวลาหนึ่งในอดีต ประธานได้เดินทางออกไปเรียบร้อยแล้ว และยังไม่กลับมาในช่วงเวลานั้น และอาจจะมีเหตุการณ์ใด(ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในอดีตเช่นกัน)เกิดขึ้นในขณะนั้น

ใน tense นี้ต้องมีคำกริยาช่วย have นำหน้า go และ go จะเปลี่ยนรูปเป็น gone ในขณะที่ have จะเปลี่ยนรูปเป็น had โดยเปลี่ยนรูปกับทุกประธานของประโยคเหมือนกัน

ประธาน + had + gone + to + สถานที่

ตัวอย่าง

Pam had gone to the shopping mall when her sister came back home yesterday.
เมื่อวานนี้แพมไปที่ห้างสรรพสินค้าตอนที่น้องสาวของเธอกลับมาบ้าน

ในตัวอย่างด้านบนนี้ เราเข้าใจได้ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในอดีต(เมื่อวาน) ตอนที่น้องสาวของแพมกลับมาที่บ้าน แพมไม่อยู่บ้านแล้ว แต่แพมออกจากบ้านเพื่อไปห้างสรรพสินค้า ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่าขณะที่น้องสาวของแพมกลับมาที่บ้านนั้นแพมไปถึงห้างแล้วหรือยัง

Past Perfect Continuous Tense

เมื่อใช้ go กับ tense นี้ เราจะทราบว่า ในช่วงเวลาหนึ่งในอดีต ประธานของประโยคมีการเดินทางไปสถานที่ใดที่หนึ่งเป็นประจำ

ใน tense นี้ต้องมีคำกริยาช่วยทั้ง have และ be นำหน้า go โดยแต่ละตัวจะมีการเปลี่ยนรูปดังนี้

  • have จะเปลี่ยนรูปเป็น had
  • be เปลี่ยนรูปเป็น been
  • go ต้องมีการเติม -ing กลายเป็น going

โดยการเปลี่ยนรูปดังกล่าวจะเปลี่ยนกับประธานทุกตัวของประโยคเหมือนกัน

ประธาน + had + been + going + to + สถานที่

ตัวอย่าง

Ron had been going to this gym for several years before he moved to United Kingdom.
รอนไปที่ยิมนี้เป็นประจำอยู่หลายปีก่อนที่เขาจะย้ายไปอยู่ประเทศอังกฤษ

When they were in high school, they had been going to school by bus.
ตอนที่พวกเขาเรียนชั้นม.ปลาย พวกเขาเคยเดินทางไปโรงเรียนโดยรถบัส

วิธีใช้ Go กับเวลาในอนาคต

เวลาในอนาคตในไวยากรณ์ภาษาอังกฤษจะเรียกว่า Future Tense ซึ่งจะแบ่งออกไปอีกย่อยๆ ได้ดังนี้

Future Simple Tense

ใน tense นี้เราจะบอกว่าการเดินทางนั้นเป็นการเดินทางที่จะเกิดขึ้นในอนาตค คำกริยา go จะไม่เปลี่ยนรูป แต่เราจะเติมคำว่า will หน้าคำว่า go สำหรับประธานทุกตัว

ประธาน + will + go + to + สถานที่

ตัวอย่าง

He will go to supermarket tomorrow.
เขาจะไปซุปเปอร์มาร์เก็ตพรุ่งนี้

They will go to United States next month.
พวกเขาจะไปสหรัฐอเมริกาเดือนหน้า

Future Continuous Tense

ความหมายเมื่อใช้ go ใน tense นี้ก็จะมีความหมายว่าในช่วงเวลาหนึ่งในอนาคต ประธานจะกำลังเดินทางไปที่ไหนสักที่หนึ่ง ซึ่งในช่วงเวลานั้นประธานอาจ จะเพิ่งออกเดินทาง หรือออกเดินทางไปแล้วแต่ยังเดินทางไปไม่ถึงจุดหมายก็ได้

ใน tense นี้ go จะต้องเติม -ing หลัง go เป็น going และมีคำกริยาช่วย will และ be นำหน้า going

ประธาน + will + be + going + to + สถานที่

ตัวอย่าง

If Pete calls me tomorrow at 5am, I will not be able to answer his phone because I will be going to the airport.
ถ้าพีทโทรหาฉันพรุ่งนี้ตอนตี 5 ฉันจะไม่สามารถรับสายเขาได้หรอกนะ เพราะ(มันเป็นเวลาที่)ฉันกำลังเดินทางไปสนามบิน

When Belle comes to the school next week, we will be going to the beach.
พอเบลล์มาโรงเรียนสัปดาห์หน้านี้ พวกเราจะไปทะเลกันล่ะ

Future Perfect Tense

การใช้ go กับ tense นี้จะสื่อความหมายว่า ในช่วงเวลาหนึ่งในอนาคต ประธานจะเดินทางออกไปเรียบร้อยแล้ว และยังไม่กลับมาในช่วงเวลานั้น และอาจจะมีเหตุการณ์ใด(ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในอนาคตเช่นกัน)เกิดขึ้นในขณะนั้น

ใน tense นี้ต้องมีคำกริยาช่วย will และ have นำหน้า go และ go จะเปลี่ยนรูปเป็น gone โดยเปลี่ยนรูปกับทุกประธานของประโยคเหมือนกัน

ประธาน + will + have + gone + to + สถานที่

ตัวอย่าง

Anne will have been gone to the airport by the time James wakes up in the morning tomorrow.
แอนจะไปถึงสนามบินแล้วตอนที่เจมส์ตื่นขึ้นมาตอนเช้าพรุ่งนี้

จากตัวอย่างนี้ เราจะเข้าใจได้ว่า ตอนที่เจมส์ตื่นขึ้นมา เจมส์จะไม่เห็นแอนแล้ว เพราะแอนออกจากบ้านไปแล้ว แต่เราไม่ทราบว่าเธอไปถึงสนามบินหรือยัง อาจจะถึงหรือยังไม่ถึงก็ได้

Alex will have been gone to the shopping mall at 6pm tomorrow.
พรุ่งนี้ตอน 6 โมงเย็น อเล็กซ์จะเดินทางไปที่ห้างสรรพสินค้าแล้ว

Future Perfect Continuous Tense

เมื่อใช้ go กับ tense นี้ เราจะทราบว่า ในช่วงเวลาหนึ่งในอนาคต ประธานของประโยคจะกำลังเดินทางไปสถานที่ใดที่หนึ่ง โดยที่ประธานเดินทางออกมาแล้ว แต่ยังเดินทางไปไม่ถึงสถานที่นั้นแน่นอน

ใน tense นี้ต้องมีคำกริยาช่วยทั้ง will, have และ be นำหน้า go โดยแต่ละตัวจะมีการเปลี่ยนรูปดังนี้

  • will ไม่เปลี่ยนรูป
  • have ไม่เปลี่ยนรูป
  • be เปลี่ยนรูปเป็น been
  • go ต้องมีการเติม -ing กลายเป็น going

โดยการเปลี่ยนรูปดังกล่าวจะเปลี่ยนกับประธานทุกตัวของประโยคเหมือนกัน

ประธาน + will + have + been + going + to + สถานที่

ตัวอย่าง

When Anne will have been going to the shopping mall tomorrow, her brother is going to the tennis court.
ตอนที่แอนกำลังเดินทางไปห้างสรรพสินค้าพรุ่งนี้ พี่ชายของเธอจะกำลังเดินทางไปที่สนามเทสนิส

Tomorrow Nan will have been going to her mother’s house by the time that her sister pick up her daughter from school.
พรุ่งนี้ตอนที่น้องสาวของแนนไปรับลูกสาวที่โรงเรียน แนนจะกำลังเดินทางไปที่บ้านแม่ของเธอ

จากประโยคตัวอย่างด้านบน เราจะทราบได้ว่าขณะที่น้องสาวของแนนไปรับลูกสาวมาจากโรงเรียน ตัวแนนเองก็กำลังเดินทางเพื่อไปบ้านแม่ของเธอ ซึ่งแนนนั้นเดินทางออกมาสักพักแล้ว เธออาจจะยังขับรถอยู่ หรืออยู่บนรถประจำทางก็ได้ แต่ยังไปไม่ถึงบ้านแม่ของเธอ

ไวยากรณ์หรือ Gramma ในภาษาอังกฤษอาจจะดูเยอะและซับซ้อย ทำให้ครูสอนพิเศษภาษาอังกฤษหลายคนมีเทคนิคที่ต่างกันไป เพื่อช่วยให้นักเรียนของพวกเขาเข้าใจและสามารถใช้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง ผู้เรียนพิเศษควรเลือกเรียนกับครูสอนพิเศษที่เหมาะกับตนเอง โดยสังเกตว่าตนเองมีสไตล์การเรียนอย่างไร และครูสอนพิเศษท่านไหนมีเทคนิคการสอนที่เข้ากับคุณได้บ้าง